ค้นหาบล็อกนี้

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาและยุคสมัยที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน


ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
             ภาษาเป็นเครื่องทำความเข้าใจกัน คนหนึ่งคิดอย่างไร ต้องการอะไร ก็ส่งภาษาให้อีกฝ่ายรู้ ต่างก็รู้เรื่องกัน ภาษาจึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งชีวิต มีอิทธิพลยิ่งต่อความคิด ปรัชญา สติปัญญา และความรู้สึกผิดชอบต่อ สังคม ภาษาย่อมเจริญก้าวหน้าได้ต้องผันแปรไปพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าของยุคสมัย และในทางกลับกัน ภาษาก็ช่วยให้ยุคสมัยเจริญก้าวหน้าด้วย

ที่มาและความสำคัญ

          ภาษาไทยได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาโดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์คนที่3ของสุโขทัย มีการเริ่มใช้ตั้งแต่ พ.ศ.1826 ในยุคสมัยสุโขทัยนั้นเราจะใช้คำแทนผู้พูดว่า”กู”แทนผู้ฟังว่า “มึง” ซึ่งพอมานึกถึงในสมัยยุคโลกาภิวัตน์นี้แล้วเป็นยุคที่ได้รับวิวัฒนาการด้านภาษามาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่มนุษย์กลับไม่ยอมนำภาษาที่ได้รับการพัฒนามาใช้กลับเลือกที่จะใช้ภาษาสมัยประวัติศาสตร์แทน ซึ่งฟังแล้วช่างไม่งดงามและไม่ไพเราะเสนาะหูเอาซะเลย และยิ่งตอนนี้ภาษาที่กำลังเป็นที่นิยมและมีบทบาทกับสังคมออนไลน์ของไทยมากที่สุดคือภาษาวิบัติ ซึ่งภาษาวิบัติก็จะมีความหมายว่าคำพูดที่ไม่ได้รับการยินยอมให้ใช้ทั่วไปในระดับสากล หากแต่ใช้พูดกันเองในกลุ่มเพื่อนฝูงหรือในกลุ่มวัยรุ่น โดยมักจะได้รับการต่อต้านจากผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมอยู่เสมอ แต่ถ้าเป็นนิยามของภาษาวิบัติที่เหล่าปัญญาชนได้ให้ไว้ มันคือ

การใช้ภาษาไทยวิบัติ

๑. ความหมาย

          ภาษาวิบัติ หรือ ภาษาอุบัติ เป็นคำเรียกของการใช้ภาษาไทยที่มีการดัดแปลง และไม่ตรงกับภาษามาตรฐานตามหลักภาษาไทยในด้านการสะกดคำ คำว่าภาษาวิบัติใช้เรียกรวมถึงการเขียนที่สะกดผิดบ่อย และการใช้คำศัพท์ใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในพจนานุกรมหรือคำศัพท์ที่สะกดแปลกไปจากคำเดิม
 
          ในปัจจุบันเด็กไทยให้ความสำคัญกับการเรียนวิชาภาษาไทยน้อยลง แต่จะไปให้ความสำคัญในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เห็นได้จากคะแนนวิชาภาษาไทยในการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาซึ่งมีค่าเฉลี่ยที่น้อยกว่าวิชาอื่นๆจนน่าใจหาย จากข้อมูลเหล่านี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า เด็กไทย ไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

          ขณะเดียวกันได้มีการใช้คำว่าภาษาอุบัติแทนที่คำว่าภาษาวิบัติที่มีความหมายในเชิงลบ โดยภาษาอุบัติหมายถึงภาษาที่เกิดขึ้นมาใหม่ ตอบสนองวัฒนธรรมย่อย เช่นเดียวกับภาษาเฉพาะอาชีพที่เป็นศัพท์สแลง
  คำว่า "วิบัติ" มาจากภาษาบาลี มีความหมายถึง พินาศฉิบหาย หรือความเคลื่อนทำให้เสียหาย ขณะที่คำว่า "อุบัติ" เป็นภาษาบาลีเช่นกันมีความหมายว่า "เกิดขึ้น"




๒. ที่มาของภาษาไทยวิบัติ

          ภาษาวิบัติ เป็นภาษาที่นิยมใช้ในหมู่วัยรุ่นปัจจุบัน มีจุดเริ่มต้นจากการส่งเอสเอมเอสหรือข้อความสั้นๆ การส่งอีเมล์ การสนทนาออนไลน์(เอมเอสเอน) หรือการแสดงความคิดเห็นในโลกอินเตอร์เน็ต จนเดี๋ยวนี้ภาษาวิบัติถูกใช้อย่างแพร่หลายจนแทบจะกลายเป็นภาษาทาง การของวัยรุ่นไปซะแล้ว โดยไม่ได้รู้เลยว่า ต้นกำเนิดของภาษาไทยวิบัติ ว่าที่จริงแล้วเริ่มต้นมาจากการต่อรองค่าตัวของ “โสเภณี”

          ในสมัยที่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตยังมีการซื้อขายบริการทางเพศอย่างเสรีในเว็บไซต์ จะมีการพูดคุยกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ซึ่งเป็นที่รู้กัน ว่าส่วนมากผู้ที่ทำอาชีพนี้ มักจะมีการศึกษาต่ำและวิถีชีวิตที่แร้นแค้น ( คือหมดหนทางในการทำมาหากินแล้ว ) จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่พวกเธอจะสะกดคำบางคำได้ไม่ถูกต้อง เช่นคำว่า ก็ สะกดเป็นคำว่า ก้อ , คำว่า เป็น สะกด เป็น คำว่า เปน , คำว่า จริง สะกดเป็นคำว่า จิง เป็นต้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ภาษาไทยวิบัติที่ใช้ในหมู่ผู้ซื้อ-ขายบริการทางเพศจึงได้แพร่หลายในหมู่วัยรุ่น สังคมออนไลน์ และมีการนำไปใช้ในหนังสือหลายประเภทอย่าง ผิดๆ ทั้งที่หลายคนก็มีปัญญาความรู้และการศึกษาที่ดีพอที่จะแยกแยะได้ว่าอะไรคือ ผิดอะไรคือ ถูก



๓. ลักษณะของภาษาไทยวิบัติ  อาจแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ ดังนี้
 
๑. คำที่สะกดผิดได้ง่าย  เป็นรูปแบบของคำที่มีการสะกดผิด ซึ่งเกิดจากคำที่มีการผันอักษรและเสียงไม่ตรงกับรูปวรรณยุกต์  เช่น

สนุ้กเกอร์ → สนุ๊กเกอร์
 โน้ต → โน๊ต



๒. คำที่สะกดผิดเพื่อให้แปลกตา หรือ ง่ายต่อการพิมพ์ (ทำให้พิมพ์ได้เร็วขึ้น) เช่น

 หนู→ นู๋
ผม → ป๋ม
ใช่ไหม → ชิมิ
เป็น → เปง
ก็ → ก้อ
ค่ะ,ครับ → คร่ะ,คับ
เสร็จ → เสด
จริง → จิง
 เปล่า → ปล่าว,ป่าว,เป่า

๓. การลดรูปคำ  เป็นรูปแบบของคำที่ลดรูปให้สั้นลงมีใช้ในภาษาพูด  เช่น
มหาวิทยาลัย → มหา’ลัย ,มหาลัย
โรงพยาบาล → โรงบาล
๔. คำที่สะกดผิดเพื่อให้ตรงกับเสียงอ่าน  เช่น
ใช่ไหม → ใช่มั้ย
๕. คำที่สะกดผิดเพื่อแสดงอารมณ์  เช่น
ไม่ → ม่าย
ไปไหน → ปายหนาย
 นะ → น้า
ค่ะ,ครับ →คร่า,คร๊าบ
จ้ะ → จร้า

                   นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ใช้ในการพูด และกลุ่มที่ใช้ในการเขียน
 
๑. กลุ่มที่ใช้เวลาพูด
          เป็นประเภทของภาษาวิบัติที่ใช้ในเวลาพูดกัน ซึ่งบางครั้งก็ปรากฏขึ้นในการเขียนด้วย แต่น้อยกว่าประเภทกลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน โดยมักพูดให้มีเสียงสั้นลง หรือยาวขึ้น หรือไม่ออกเสียงควบกล้ำเลย ประเภทนี้เรียกได้อีกอย่างว่ากลุ่มเพี้ยนเสียง เช่น ตัวเอง →  ตะเอง


๒. กลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน
รูปแบบของภาษาวิบัติชนิดนี้ โดยทั้งหมดจะเป็นคำพ้องเสียงที่หลายๆคำมักจะผิดหลักของภาษาอยู่เสมอ โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะใช้ในเวลาเขียนเท่านั้น โดยยังแบ่งได้เป็นอีกสามประเภทย่อย

          ๒.๑ กลุ่มพ้องเสียง

                   รูปแบบของภาษาวิบัติชนิดนี้ จะเป็นคำพ้องเสียง โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะใช้ในเวลาเขียนเท่านั้น และคำที่นำมาใช้แทนกันนี้มักจะเป็นคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

เธอ → เทอ
ใจ → จัย
ไง → งัย
กรรม → กำ

          ๒.๒ กลุ่มที่รีบร้อนในการพิมพ์
                   กลุ่มนี้จะคล้ายๆกับกลุ่มคำพ้องเสียง เพียงแต่ว่าบางครั้งการกด Shift อาจทำให้เสียเวลา เลยไม่กด แล้วเปลี่ยนคำที่ต้องการเป็นอีกคำที่ออกเสียงคล้ายๆกันแทน เช่น
รู้ → รุ้
 เห็น → เหน
เป็น  → เปน


          ๒.๓ กลุ่มที่ใช้สื่อสารในเกมส์ (ใช้ตัวอักษรภาษาอื่นที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษรไทย)
เทพ → Inw
นอน → uou
เกรียน → เกรีeu
แทงแรงแรง → IInJIISJIISJ

       


วัฎจักรด้านภาษา

          ภาษาเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการออกเสียง คำศัพท์ รูปแบบ และลักษณะอื่นอื่นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ภาษาที่เปลี่ยนไปเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มคนที่ใช้ภาษาไทยสื่อและการกระจายตัวของประชากรเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงของภาษา จะเห็นได้ว่ามีคำศัพท์จากทางภาคต่างๆ ในประเทศไทยเริ่มใช้กันข้ามภาคในประเทศไทย เช่นคำศัพท์จากทางภาคกลางมีการเริ่มใช้กันมากทางภาคเหนือ และภาคใต้เนื่องจากทุกคนได้ดูรายการโทรทัศน์ ที่เสนอภาษาจากทางภาคกลาง ในขณะเดียวกันกลุ่มคนภาคกลางได้เริ่มใช้ภาษาจากทางภาคอีสานมากขึ้น เมื่อมีรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับคนที่อาศัยในภาคอีสาน ภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทในทางศัพท์วิชาการและศัพท์ทาง คอมพิวเตอร์ มากขึ้นเช่นกัน กลุ่มเฉพาะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาของภาษา คำศัพท์ใหม่ใหม่เกิดขึ้นมากโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น มีภาษาเฉพาะของกลุ่ม เมื่อภาษาเกิดมีการใช้กันใหม่ ทำให้มีคำศัพท์ใหม่นิยามขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามเมื่อหมดการใช้ของคำศัพท์นั้นนั้น ภาษานั้นก็จะตกรุ่นและหมดความนิยมไป ยกตัวอย่างเช่นคำว่า จ๊าบ ที่เคยมีการใช้กันในหมู่วัยรุ่น และเริ่มนิยมกันมากเมื่อสื่อนำไปใช้ในรายการโทรทัศน์ มีการถกเถียงเรื่องของภาษาวัยรุ่นที่ไม่นับว่าเป็นภาษาไทยกันมาก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทุกคนใช้ภาษาเดียวกันและมีการสื่อสารไปในทิศทางเดียว กัน ย่อมถือได้ว่า ภาษาที่เกิดขึ้นมาใหม่ไม่ว่าจากวัยรุ่นหรือนักวิชาการ ยังคงเป็นภาษาไทย

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปของไทย

         ถ้าเริ่มนับกันจริงๆยุคสมัยไทยตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้ว่า การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของไทยไว้ว่า "เรื่องพระราชพงศาวดารสยาม ควรจัดแบ่งเป็น 3 ยุค คือ เมื่อกรุงสุโขทัยเป็นราชธานียุค  เมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานียุค  เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานียุค   ซึ่งการลำดับสมัยทางประวัติศาสตร์แบบ โดยวางโครงเรื่องผูกกับกำเนิดและการล่มสลายของรัฐ กล่าวคือใช้รัฐหรือราชธานีเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ ยังคงมีอิทธิพลอยู่มากต่อการเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยในปัจจุบัน


31 ความคิดเห็น:

  1. เออออ เก่งจังเลย อิอิ
    Bew

    ตอบลบ
  2. ทำให้ตระหนักถึงการใช้ภาษาไทยมากขึ้นเลยอ่ะ

    ตอบลบ
  3. ภาษาไทยเราต้องรักษาไว้สิ ^^

    ตอบลบ
  4. ขอบคุนนะ..ที่ให้ความรู้ใหม่ๆ ^^

    ตอบลบ
  5. มีประโยชน์มากเลยครับ ขอบคุณครับ

    ตอบลบ
  6. เหมาะกับยุคนี้มากค่ะ

    ตอบลบ
  7. กด like 1000 ครั้งเลย ดีมาก

    ตอบลบ
  8. เนื้อหาดีค่ะ

    ตอบลบ
  9. เป็นเรื่องที่ดี เนื้อหาน่าสนใจ

    ตอบลบ
  10. มีประโยชน์มากเลยครับ ขอบคุณครับ

    ตอบลบ
  11. ขอบคุณทุกคนมากนะครับสำหรับคอมเมนต์ดีดี ที่ทำให้ผมมีกำลังใจในการทำงาน

    ตอบลบ
  12. เนื้อหาดีมากค่ะ เม้นให้เราบ้าง

    ตอบลบ
  13. น่าสนใจดีค่ะ

    ตอบลบ